วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552

บินไทยแตกเละ! สหภาพเปิดศึกน้ำลายซัดกันเอง

พนง.สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การบินไทยรวมตัวกันไล่นางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ประธานสหภาพแรงงานฯ หลังนำแกนนำ พธม.มาเปิดเวทีโจมตีผู้บริหารการบินไทย เรื่องย้ายการบินจากดอนเมืองไปสุวรรณภูมิ

เหตุการณ์กลุ่ม พนักงานบริษัทการบินไทยฯ เปิดศึกน้ำลายซัดกันเอง เกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย นำโดยนางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ประธานสหภาพฯ ได้เปิดเวทีด้านหน้าอาคาร 9 สำนักงานใหญ่บริษัทการบินไทย ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 มี.ค. กล่าวโจมตีการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหารการบินไทย เกี่ยวกับการย้ายการบินไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ โดยระบุว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวและเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่ม สายการบินเอกชน โดยเฉพาะสายการบินไทยแอร์เอเชียที่ต้องการกลับมาทำการบิน

ที่สนามบินดอนเมือง ภายหลังที่การบินไทยกลับไปที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว โดยในการชุมนุมได้มีการนำบุคคลภายนอก ที่ไม่ใช่พนักงานการบินไทยมาร่วมฟังด้วยประมาณ 100 คน นอกจากนางแจ่มศรีจะขึ้นเวทีแล้ว ยังมีนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯรุ่นที่ 1 นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายสาวิตต์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) แกนนำพันธมิตรฯรุ่น 2 ขึ้นเวทีด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่กลุ่มของนางแจ่มศรี เปิดเวทีกล่าวโจมตีการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหารและคัดค้านการย้ายไปสนามบิน สุวรรณภูมิอยู่นั้น กลุ่มสหภาพ แรงงานการบินไทยอีกกลุ่ม ซึ่งเป็น กลุ่มของนายสมศักดิ์ ศรีนวล อดีตประธานสหภาพการบินไทยประมาณ 200 คน ที่รวมตัวกันอยู่บนถนนอีกฝั˜งหนึ่งไม่ไกลกันนัก ได้ตะโกนขับไล่กลุ่มนางแจ่มศรีให้ออกไป และชูป้าย "แจ่มศรี Get Out" ทำ ให้ทั้ง 2 กลุ่มหันมาเปิดศึกด่าทอกันเอง เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง ก่อนที่กลุ่มของนายสมศักดิ์ ศรีนวล อดีตประธานสหภาพการบินไทยจะสลายการชุมนุมไป ยังคงเหลือแต่กลุ่มนางแจ่มศรีปราศรัยต่อเนื่อง แต่บุคคลที่ขึ้นกล่าวโจมตีส่วนมากจะเป็นแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการชุมนุมทั้ง 2 ฝ่ายนั้น ได้มีพนักงาน การบินไทยว่า 200-300 คน วิพากษ์วิจารณ์ กันอย่างหนัก โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า สหภาพการบินไทยได้นัดประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาในวาระการย้ายเที่ยวบินการบินไทย จากสนามบินดอนเมืองไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งนางแจ่มศรีต้องทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม แต่ขณะที่การประชุมยังไม่มีข้อยุติ นางแจ่มศรีกลับเดินออกจากห้องประชุม และขึ้นเวทีแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการย้ายสายการบินไทยไปสุวรรณภูมิ ทั้งที่ สมาชิกสหภาพฯยังไม่ได้มีการลงมติหรือแสดงจุดยืน แต่อย่างใด ทั้งยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่นางแจ่มศรีนำคนนอกที่ไม่ใช่พนักงานของ การบินไทย เข้ามา สร้างความวุ่นวายภายในบริษัท

ด้านนางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ประธานสหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยกล่าว ว่า สาเหตุที่สหภาพฯ คัดค้านการย้ายเที่ยวบินในประเทศจากสนามบินดอนเมืองไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะคำนึงถึงประโยชน์ของบริษัทการบินไทยในระยะยาว แม้ว่าฝ่ายบริหารจะชี้แจงว่า การย้ายจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ปีละ 600 ล้านบาท แต่ในทางตรงข้ามฝ่ายบริหารกลับไม่พูดถึงรายได้ ที่สนามบินดอนเมือง โดยขอให้ฝ่ายบริหารชี้แจงรายละเอียด ที่มาของตัวเลขค่าใช้จ่ายก่อนที่จะตัดสินใจย้าย หากการ ย้ายเที่ยวบินที่สนามบินดอนเมืองประหยัดค่าใช้จ่ายจริง ทำไมฝ่ายบริหารจึงปล่อยให้บริษัทดำเนินการที่สนามบิน ดอนเมืองเกือบ 2 ปี เท่ากับว่าสูญเงินไปแล้วกว่า 1,200 ล้านบาทโดยที่ไม่มีรายได้

ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยกล่าวว่า ยืนยันว่าการคัดค้านการย้ายดอนเมืองนั้นดำเนินการตามขั้นตอนไม่ใช่ออกมาคัด ค้าน ในช่วงที่ใกล้กำหนด การย้ายสนามบินในวันที่ 29 มี.ค.นี้ และการคัดค้านก็เป็นไปโดยสุจริตใจ ยึดผลประโยชน์องค์กรเป็นที่ตั้ง ส่วนกรณีที่มีตัวแทนสมาชิกสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และแกนนำพันธมิตรฯเข้าร่วมด้วยนั้น เป็นการเข้าร่วมชุมนุมในฐานะประชาชนผู้ใช้บริการ ส่วนกรณีที่มีกลุ่มสหภาพฯบางส่วนต้องการขับไล่ตนเอง เป็นวิธีการของฝ่ายบริหารที่ใช้คนการบินไทยออกมาแสดงความขัดแย้งเพื่อที่จะ ย้ายดอนเมืองได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามผลสรุปสุดท้ายในการตัดสินใจย้ายดอนเมืองขึ้นอยู่กับการพิจารณา ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หากสรุปให้การบินไทยย้ายก็ต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมที่จะชี้แจงทำความเข้าใจ มิเช่นนั้นสหภาพฯก็ขอยืนยันที่จะคัดค้านต่อไป

ขณะที่นายภาคภูมิ พันธุ์รัตน์ แกนนำกลุ่มขับไล่ นางแจ่มศรีกล่าวว่า ที่ขับไล่นางแจ่มศรีเพราะสมาชิก บางส่วนไม่พอใจการทำงานของนางแจ่มศรี โดยเฉพาะกรณีการจัดประชุมวิสามัญครั้งนี้ ที่ไม่ยอมขอมติที่ประชุมก่อนจะออกมาชุมนุมคัดค้านการย้ายจากสนามบินดอนเมือง เท่ากับว่าเป็นการหลอกลวงสมาชิกให้เข้าร่วมชุมนุมคัดค้าน ทั้งที่ยังไม่มีการหารือในรายละเอียดกันก่อน นอกจากนั้นนางแจ่มศรียังนำบุคคลจากภายนอกเข้าร่วมชุมนุม จนเกิดความวุ่นวายทั้งที่เป็นปัญหาภายในของการบินไทย ซึ่งกลุ่มจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบกับนางแจ่มศรีต่อไป

ต่อมาในเวลา 14.30 น. สหภาพการบินไทยได้ขึ้นเวทีกล่าวยุติการชุมนุมเป็นการชั่วคราวเพื่อรอฟังคำ ตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง โดยนางแจ่มศรีกล่าวว่า ได้รับการติดต่อจากนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ที่ปรึกษานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้แจ้งว่าจะมีการนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เศรษฐกิจในวันที่ 11 มี.ค. ถึงความชัดเจน ขอรอดูผลที่จะออกมาก่อน

วันเดียวกันนายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวยืนยันว่า ไม่มีนโยบายที่จะย้ายกลับไปใช้สนามบินดอนเมือง เพราะได้ตั้งใจและลงทุนก่อสร้างสำนักงานที่บริเวณถนนกิ่งแก้วใกล้สนามบิน สุวรรณภูมิ จึงไม่คิดที่จะย้ายกลับไปอย่างแน่นอนรวมทั้งไม่เคยได้รับการติดต่อจาก ทอท. ให้ย้ายกลับไปใช้สนามบินดอนเมือง หากจะย้ายกลับคงย้ายไปตั้งแต่ 2 ปีก่อนหน้านี้แล้ว แอร์เอเชียไม่จำเป็นต้องย้ายกลับไปสนามบินดอนเมือง ตั้งใจที่จะอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะมีความสุขและตั้งใจจริงที่จะทำธุรกิจ ไม่รู้ว่าถูกนำไปโยงกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ขอให้ยุติกันได้แล้ว เพราะประเทศชาติบอบช้ำมามากแล้ว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจในวันที่ 11 มี.ค.นี้ จะมีการหารือเรื่องการคัดค้าน การย้ายการบินในประเทศของการบินไทย จากสนามบินดอนเมืองไปสนามบินสุวรรณภูมิ โดยจะให้กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคม เสนอข้อมูลเข้ามาควรทำอย่างไร แล้วดูว่าที่การบินไทยเสนอมาว่าเป็นการลดต้นทุนนั้นตัวเลขแท้จริงเป็นอย่าง ไร มีวิธีการอื่นหรือไม่ รวมถึงฟังเสียงผู้ใช้บริการ พนักงานว่าผลกระทบเป็นอย่างไร ต้องการให้เรื่องนี้จบโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นอาจจะลุกลามบานปลาย ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการผลักดันนายปิยะสวัสดิ์ อัมระนันท์ อดีต รมว. พลังงาน เป็นประธานบอร์ดการบินไทย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นการเปิดรับสมัครและต้องพิจารณาคุณสมบัติกันต่อไป เมื่อถามย้ำว่า ไม่เกรงว่าจะถูกมองว่านายปิยะสวัสดิ์ มีความใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ใครก็ตามที่ทราบประวัติการทำงานของนายปิยะสวัสดิ์จะทราบว่านายปิยะสวัสดิ์มี อิสระในการทำงานอยู่แล้ว

ที่มา: ไทยรัฐ
Read More......

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

อย.สั่งสอบนมโรงเรียนด้อยคุณภาพ


อย.จ้องฟันอาญา โทษจำคุกสูงสุด 2 ปี ปรับไม่เกิน 2แสน หากพบนมโรงเรียนด้อยคุณภาพ


นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่าได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดทุกพื้นที่ตรวจสอบกรณีปัญหานมโรงเรียนไม่มีคุณภาพ คาดว่าในสัปดาห์นี้จะได้รับรายงานทั้งหมด ซึ่งตามมติคณะรัฐมนตรีกำหนดว่า นมโรงเรียนต้องเป็นนมพาสเจอร์ไรซ์ เป็นนมโคที่ไม่ผสมนมผง มีระยะเวลาการเก็บรักษาเพียง 3 วัน และต้องเก็บในที่เย็นเท่านั้น ส่วนใหญ่เด็กจะบริโภคหมดวันต่อวัน จึงอนุญาตให้บรรจุถุงแทนกล่อง ทำให้ต้นทุนของนมต่ำลง และตามมติ ครม.อย.และกระทรวงเกษตรฯ มีหน้าที่ในการควบคุมเรื่องคุณภาพกระบวนการผลิต

นพ.พิพัฒน์ กล่าวต่อว่า หากตรวจพบว่ามีการผสมนมผงในนมโครงการนมโรงเรียนจะถือว่าผิดข้อตกลงของ ศธ.และเกษตรฯ และผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร จะถือว่าเป็นอาหารปลอมปน มีโทษปรับไม่เกิน 5,000-100,000 บาท หรือ จำคุก 6 เดือน-10 เดือน และหากพบว่าเป็นนมบูดไม่ได้มารตฐานจะถือว่าเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งถือเป็นความเห็นแก่ได้ของผู้ผลิต หากมีการเติมนมผงผสมในนมโรงเรียน

ดังนั้น หากตรวจพบว่าโรงงานที่ผลิตนมโรงเรียนมีการลักลอบผสมนมผง นอกจากดำเนินการตามกฎหมายในเรื่องของฉลาก ก็จะต้องตรวจสอบคุณภาพของนมผงด้วยว่าได้มาตรฐานหรือไม่

ที่มา: โพสต์ทูเดย์
Read More......

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

แอดมิชชั่นปี53 ยังเปลี่ยนไม่ได้ อ้างแจ้งเด็กไปแล้ว


จากกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอแนวคิดให้มีการปรับระบบการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาใหม่ โดยเห็นว่าการคัดเลือกด้วยระบบแอดมิชชั่น ไม่สามารถคัดคนที่มีความสามารถเข้าศึกษาในคณะต่างๆ คณะที่ได้รับผลกระทบมากในขณะนี้คือ คณะวิทยาศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ เนื่องจากนิสิตนักศึกษาปี 4 มีเกรดเฉลี่ยลดลง


บางรายก็เรียนไม่ไหว ทั้งยังเสนอให้ใช้คะแนนเฉลี่ยสะสมกลางตลอดหลักสูตรหรือจีแพกซ์ เป็นแค่คุณสมบัติเบื้องต้นในการสมัคร เพราะมาตรฐานของโรงเรียนยังไม่เท่ากันนั้น

นายมณฑล สงวนเสริมศรี ประธานคณะทำงานศึกษาแอดมิชชั่นปี 2553 กล่าวเมื่อ 15 ก.พ. ว่าคงต้องนำเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาในที่ประชุมคณะทำงาน รวมถึงต้องพิจารณาจากผลวิจัย ข้อดี ข้อเสีย ของระบบแอดมิชชั่นในปีที่ผ่านมาด้วย ในส่วนของแอดมิชชั่นปี 2553 คงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะได้ประกาศให้เด็กรับทราบแล้ว ส่วนของจีแพ็กซ์ ปี 2553 ได้ลดคะแนนจาก 30% เป็น 20% แต่ในอนาคตจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ต้องพิจารณาทบทวนอีกครั้ง ส่วนปัญหาของคณะวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ที่ผู้เรียนบางรายเรียนไม่ไหวนั้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งรวมวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ไว้ในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เมื่อเรียนรวมกลุ่ม การสอบก็สอบแบบรวมกลุ่ม สามารถปรับปรุงได้ โดยจะนำมาหารือในการประชุมวิชาการทปอ. กลางปีนี้ แต่การปรับเปลี่ยนจะต้องไม่สร้างความยุ่งยากให้กับนักเรียน และต้องเชื่อมโยงกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย

พญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้ปรับเปลี่ยนระบบ แอดมิชชั่นอีกครั้ง หากปรับปรุงให้ดีขึ้น น่าจะใช้ได้ทันที ไม่ต้องรอแจ้งล่วงหน้า 3 ปี อย่างที่ ทปอ.อ้าง ขณะนี้มีการร้องเรียนเข้ามาจำนวนมากว่า ค่าสมัครสอบแบบทดสอบศักยภาพทั่วไปหรือ GAT และแบบทดสอบศักยภาพทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือ PAT ค่อนข้างสูง เป็นภาระกับนักเรียนและผู้ปกครอง

ด้านนายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เผยถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบเอกสารและหลักฐานของนักเรียนที่ชำระเงินค่าสมัครสอบเอเน็ตไม่ทัน โดยพิจารณาจากกรณีบาร์โค้ดไม่ชัดเจนจำนวน 12 รายว่า ขณะนี้สามารถคืนสิทธิให้เด็กมาชำระเงินได้แน่นอนแล้ว 1 ราย ที่เหลือกำลังรอหลักฐาน จากไปรษณีย์และธนาคารที่รับชำระเงิน วันที่ 16 ก.พ.ทุกคนจะทราบว่าได้คืนสิทธิหรือไม่

สายวันเดียวกัน ที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิด การยกเลิกการใช้คะแนนสะสม ม.ปลาย ในระบบแอดมิชชั่นว่า ได้สะท้อนปัญหาในการประชุมร่วมกับอธิการบดี (ทปอ.)ว่า หลังจากที่ใช้ระบบแอดมิชชั่นมาหลายคณะในหลายมหาวิทยาลัย พบว่ามีปัญหาจริงๆ เรื่องของเด็กที่เข้าไปแล้ว ความรู้ทักษะไม่ค่อยสอดคล้องกับคณะที่เข้าไป

ขณะนี้มหาวิทยาลัยต่างๆ ใช้ระบบดังกล่าวน้อยลง ใช้ระบบ รับตรงมากขึ้น ทำให้ไปเพิ่มภาระให้นักเรียนผู้ปกครองมากขึ้น แค่เรื่องการชำระเงิน การสมัคร ก็ร้องเรียนกันเข้ามามาก ถึงเวลาที่จะต้องมาทบทวน แต่เราจะเปลี่ยนทันทีทันใดไม่ได้ เพราะเด็กรู้กติกาล่วงหน้าตั้งแต่ ม.4 จะทำอะไรต้องคิดเผื่อว่าเด็กที่รู้กติกามาอีกอย่างหนึ่ง แล้วเขาก็ไม่ต้องการให้เปลี่ยนกติกาเป็นอีกอย่าง ในการแลกเปลี่ยนกับที่ประชุม ทปอ.ที่ประชุมก็เห็นด้วยว่าจะต้องทำเรื่องนี้ให้เร็ว เป้าหมายหลักคือระบบคัดเลือก จะต้องเป็นระบบที่ได้คุณภาพ ทักษะของเด็กที่สอดคล้องกับสิ่งที่เข้าไปเรียน สอดคล้องกับการที่จะปฏิรูปการศึกษาต่อไป

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยกตัวอย่างว่า ทุกคนอยากให้เด็กคิดเป็น คิดเก่ง วิเคราะห์ได้ แต่ทำเฉพาะข้อสอบที่เน้นเฉพาะเรื่องความจำ สุดท้ายก็ไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะไปเปลี่ยนแปลงหลักสูตร เพราะทุกคนใจจดใจจ่อมุ่งที่ จะสอบเข้าให้ได้อยู่ดี จึงไปเรียนพิเศษเป็นต้น เราตั้งใจจะเปลี่ยนและทำให้ได้ภายในกลางปี 2552 ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ ถ้ามาตรฐานโรงเรียนเทียบเคียงกันไม่ได้ การใช้เกรดเฉลี่ยก็ควรใช้ในลักษณะของการกำหนดคุณสมบัติเบื้องต้น มากกว่าการนำมาเปรียบเทียบกัน ข้อสอบทั้งที่เป็นวิชาพื้นฐานและวิชาเฉพาะก็ต้องพยายามเน้นเรื่อง เนื้อหา ต้องเน้นกระบวนความคิดมากขึ้น ถ้ามีระบบรับตรงควรเน้นการใช้ข้อสอบกลางให้มากที่สุดเพื่อลดภาระ การสอบของเด็ก ได้เสนอความคิดไป ผู้เกี่ยวข้องจะได้ไปดูรายละเอียดต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องกลับไปสู่ระบบเอ็นทรานซ์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า คงไม่ย้อนไปถึงจุดนั้น เพราะตรงนั้นก็มีข้อสังเกตอยู่ในบางส่วนด้วย

ที่มา: ไทยรัฐ
Read More......