วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552

บินไทยแตกเละ! สหภาพเปิดศึกน้ำลายซัดกันเอง

พนง.สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การบินไทยรวมตัวกันไล่นางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ประธานสหภาพแรงงานฯ หลังนำแกนนำ พธม.มาเปิดเวทีโจมตีผู้บริหารการบินไทย เรื่องย้ายการบินจากดอนเมืองไปสุวรรณภูมิ

เหตุการณ์กลุ่ม พนักงานบริษัทการบินไทยฯ เปิดศึกน้ำลายซัดกันเอง เกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย นำโดยนางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ประธานสหภาพฯ ได้เปิดเวทีด้านหน้าอาคาร 9 สำนักงานใหญ่บริษัทการบินไทย ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 มี.ค. กล่าวโจมตีการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหารการบินไทย เกี่ยวกับการย้ายการบินไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ โดยระบุว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวและเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่ม สายการบินเอกชน โดยเฉพาะสายการบินไทยแอร์เอเชียที่ต้องการกลับมาทำการบิน

ที่สนามบินดอนเมือง ภายหลังที่การบินไทยกลับไปที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว โดยในการชุมนุมได้มีการนำบุคคลภายนอก ที่ไม่ใช่พนักงานการบินไทยมาร่วมฟังด้วยประมาณ 100 คน นอกจากนางแจ่มศรีจะขึ้นเวทีแล้ว ยังมีนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯรุ่นที่ 1 นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายสาวิตต์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) แกนนำพันธมิตรฯรุ่น 2 ขึ้นเวทีด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่กลุ่มของนางแจ่มศรี เปิดเวทีกล่าวโจมตีการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหารและคัดค้านการย้ายไปสนามบิน สุวรรณภูมิอยู่นั้น กลุ่มสหภาพ แรงงานการบินไทยอีกกลุ่ม ซึ่งเป็น กลุ่มของนายสมศักดิ์ ศรีนวล อดีตประธานสหภาพการบินไทยประมาณ 200 คน ที่รวมตัวกันอยู่บนถนนอีกฝั˜งหนึ่งไม่ไกลกันนัก ได้ตะโกนขับไล่กลุ่มนางแจ่มศรีให้ออกไป และชูป้าย "แจ่มศรี Get Out" ทำ ให้ทั้ง 2 กลุ่มหันมาเปิดศึกด่าทอกันเอง เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง ก่อนที่กลุ่มของนายสมศักดิ์ ศรีนวล อดีตประธานสหภาพการบินไทยจะสลายการชุมนุมไป ยังคงเหลือแต่กลุ่มนางแจ่มศรีปราศรัยต่อเนื่อง แต่บุคคลที่ขึ้นกล่าวโจมตีส่วนมากจะเป็นแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการชุมนุมทั้ง 2 ฝ่ายนั้น ได้มีพนักงาน การบินไทยว่า 200-300 คน วิพากษ์วิจารณ์ กันอย่างหนัก โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า สหภาพการบินไทยได้นัดประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาในวาระการย้ายเที่ยวบินการบินไทย จากสนามบินดอนเมืองไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งนางแจ่มศรีต้องทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม แต่ขณะที่การประชุมยังไม่มีข้อยุติ นางแจ่มศรีกลับเดินออกจากห้องประชุม และขึ้นเวทีแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการย้ายสายการบินไทยไปสุวรรณภูมิ ทั้งที่ สมาชิกสหภาพฯยังไม่ได้มีการลงมติหรือแสดงจุดยืน แต่อย่างใด ทั้งยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่นางแจ่มศรีนำคนนอกที่ไม่ใช่พนักงานของ การบินไทย เข้ามา สร้างความวุ่นวายภายในบริษัท

ด้านนางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ประธานสหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยกล่าว ว่า สาเหตุที่สหภาพฯ คัดค้านการย้ายเที่ยวบินในประเทศจากสนามบินดอนเมืองไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะคำนึงถึงประโยชน์ของบริษัทการบินไทยในระยะยาว แม้ว่าฝ่ายบริหารจะชี้แจงว่า การย้ายจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ปีละ 600 ล้านบาท แต่ในทางตรงข้ามฝ่ายบริหารกลับไม่พูดถึงรายได้ ที่สนามบินดอนเมือง โดยขอให้ฝ่ายบริหารชี้แจงรายละเอียด ที่มาของตัวเลขค่าใช้จ่ายก่อนที่จะตัดสินใจย้าย หากการ ย้ายเที่ยวบินที่สนามบินดอนเมืองประหยัดค่าใช้จ่ายจริง ทำไมฝ่ายบริหารจึงปล่อยให้บริษัทดำเนินการที่สนามบิน ดอนเมืองเกือบ 2 ปี เท่ากับว่าสูญเงินไปแล้วกว่า 1,200 ล้านบาทโดยที่ไม่มีรายได้

ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยกล่าวว่า ยืนยันว่าการคัดค้านการย้ายดอนเมืองนั้นดำเนินการตามขั้นตอนไม่ใช่ออกมาคัด ค้าน ในช่วงที่ใกล้กำหนด การย้ายสนามบินในวันที่ 29 มี.ค.นี้ และการคัดค้านก็เป็นไปโดยสุจริตใจ ยึดผลประโยชน์องค์กรเป็นที่ตั้ง ส่วนกรณีที่มีตัวแทนสมาชิกสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และแกนนำพันธมิตรฯเข้าร่วมด้วยนั้น เป็นการเข้าร่วมชุมนุมในฐานะประชาชนผู้ใช้บริการ ส่วนกรณีที่มีกลุ่มสหภาพฯบางส่วนต้องการขับไล่ตนเอง เป็นวิธีการของฝ่ายบริหารที่ใช้คนการบินไทยออกมาแสดงความขัดแย้งเพื่อที่จะ ย้ายดอนเมืองได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามผลสรุปสุดท้ายในการตัดสินใจย้ายดอนเมืองขึ้นอยู่กับการพิจารณา ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หากสรุปให้การบินไทยย้ายก็ต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมที่จะชี้แจงทำความเข้าใจ มิเช่นนั้นสหภาพฯก็ขอยืนยันที่จะคัดค้านต่อไป

ขณะที่นายภาคภูมิ พันธุ์รัตน์ แกนนำกลุ่มขับไล่ นางแจ่มศรีกล่าวว่า ที่ขับไล่นางแจ่มศรีเพราะสมาชิก บางส่วนไม่พอใจการทำงานของนางแจ่มศรี โดยเฉพาะกรณีการจัดประชุมวิสามัญครั้งนี้ ที่ไม่ยอมขอมติที่ประชุมก่อนจะออกมาชุมนุมคัดค้านการย้ายจากสนามบินดอนเมือง เท่ากับว่าเป็นการหลอกลวงสมาชิกให้เข้าร่วมชุมนุมคัดค้าน ทั้งที่ยังไม่มีการหารือในรายละเอียดกันก่อน นอกจากนั้นนางแจ่มศรียังนำบุคคลจากภายนอกเข้าร่วมชุมนุม จนเกิดความวุ่นวายทั้งที่เป็นปัญหาภายในของการบินไทย ซึ่งกลุ่มจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบกับนางแจ่มศรีต่อไป

ต่อมาในเวลา 14.30 น. สหภาพการบินไทยได้ขึ้นเวทีกล่าวยุติการชุมนุมเป็นการชั่วคราวเพื่อรอฟังคำ ตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง โดยนางแจ่มศรีกล่าวว่า ได้รับการติดต่อจากนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ที่ปรึกษานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้แจ้งว่าจะมีการนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เศรษฐกิจในวันที่ 11 มี.ค. ถึงความชัดเจน ขอรอดูผลที่จะออกมาก่อน

วันเดียวกันนายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวยืนยันว่า ไม่มีนโยบายที่จะย้ายกลับไปใช้สนามบินดอนเมือง เพราะได้ตั้งใจและลงทุนก่อสร้างสำนักงานที่บริเวณถนนกิ่งแก้วใกล้สนามบิน สุวรรณภูมิ จึงไม่คิดที่จะย้ายกลับไปอย่างแน่นอนรวมทั้งไม่เคยได้รับการติดต่อจาก ทอท. ให้ย้ายกลับไปใช้สนามบินดอนเมือง หากจะย้ายกลับคงย้ายไปตั้งแต่ 2 ปีก่อนหน้านี้แล้ว แอร์เอเชียไม่จำเป็นต้องย้ายกลับไปสนามบินดอนเมือง ตั้งใจที่จะอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะมีความสุขและตั้งใจจริงที่จะทำธุรกิจ ไม่รู้ว่าถูกนำไปโยงกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ขอให้ยุติกันได้แล้ว เพราะประเทศชาติบอบช้ำมามากแล้ว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจในวันที่ 11 มี.ค.นี้ จะมีการหารือเรื่องการคัดค้าน การย้ายการบินในประเทศของการบินไทย จากสนามบินดอนเมืองไปสนามบินสุวรรณภูมิ โดยจะให้กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคม เสนอข้อมูลเข้ามาควรทำอย่างไร แล้วดูว่าที่การบินไทยเสนอมาว่าเป็นการลดต้นทุนนั้นตัวเลขแท้จริงเป็นอย่าง ไร มีวิธีการอื่นหรือไม่ รวมถึงฟังเสียงผู้ใช้บริการ พนักงานว่าผลกระทบเป็นอย่างไร ต้องการให้เรื่องนี้จบโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นอาจจะลุกลามบานปลาย ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการผลักดันนายปิยะสวัสดิ์ อัมระนันท์ อดีต รมว. พลังงาน เป็นประธานบอร์ดการบินไทย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นการเปิดรับสมัครและต้องพิจารณาคุณสมบัติกันต่อไป เมื่อถามย้ำว่า ไม่เกรงว่าจะถูกมองว่านายปิยะสวัสดิ์ มีความใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ใครก็ตามที่ทราบประวัติการทำงานของนายปิยะสวัสดิ์จะทราบว่านายปิยะสวัสดิ์มี อิสระในการทำงานอยู่แล้ว

ที่มา: ไทยรัฐ
Read More......

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

อย.สั่งสอบนมโรงเรียนด้อยคุณภาพ


อย.จ้องฟันอาญา โทษจำคุกสูงสุด 2 ปี ปรับไม่เกิน 2แสน หากพบนมโรงเรียนด้อยคุณภาพ


นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่าได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดทุกพื้นที่ตรวจสอบกรณีปัญหานมโรงเรียนไม่มีคุณภาพ คาดว่าในสัปดาห์นี้จะได้รับรายงานทั้งหมด ซึ่งตามมติคณะรัฐมนตรีกำหนดว่า นมโรงเรียนต้องเป็นนมพาสเจอร์ไรซ์ เป็นนมโคที่ไม่ผสมนมผง มีระยะเวลาการเก็บรักษาเพียง 3 วัน และต้องเก็บในที่เย็นเท่านั้น ส่วนใหญ่เด็กจะบริโภคหมดวันต่อวัน จึงอนุญาตให้บรรจุถุงแทนกล่อง ทำให้ต้นทุนของนมต่ำลง และตามมติ ครม.อย.และกระทรวงเกษตรฯ มีหน้าที่ในการควบคุมเรื่องคุณภาพกระบวนการผลิต

นพ.พิพัฒน์ กล่าวต่อว่า หากตรวจพบว่ามีการผสมนมผงในนมโครงการนมโรงเรียนจะถือว่าผิดข้อตกลงของ ศธ.และเกษตรฯ และผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร จะถือว่าเป็นอาหารปลอมปน มีโทษปรับไม่เกิน 5,000-100,000 บาท หรือ จำคุก 6 เดือน-10 เดือน และหากพบว่าเป็นนมบูดไม่ได้มารตฐานจะถือว่าเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งถือเป็นความเห็นแก่ได้ของผู้ผลิต หากมีการเติมนมผงผสมในนมโรงเรียน

ดังนั้น หากตรวจพบว่าโรงงานที่ผลิตนมโรงเรียนมีการลักลอบผสมนมผง นอกจากดำเนินการตามกฎหมายในเรื่องของฉลาก ก็จะต้องตรวจสอบคุณภาพของนมผงด้วยว่าได้มาตรฐานหรือไม่

ที่มา: โพสต์ทูเดย์
Read More......

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

แอดมิชชั่นปี53 ยังเปลี่ยนไม่ได้ อ้างแจ้งเด็กไปแล้ว


จากกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอแนวคิดให้มีการปรับระบบการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาใหม่ โดยเห็นว่าการคัดเลือกด้วยระบบแอดมิชชั่น ไม่สามารถคัดคนที่มีความสามารถเข้าศึกษาในคณะต่างๆ คณะที่ได้รับผลกระทบมากในขณะนี้คือ คณะวิทยาศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ เนื่องจากนิสิตนักศึกษาปี 4 มีเกรดเฉลี่ยลดลง


บางรายก็เรียนไม่ไหว ทั้งยังเสนอให้ใช้คะแนนเฉลี่ยสะสมกลางตลอดหลักสูตรหรือจีแพกซ์ เป็นแค่คุณสมบัติเบื้องต้นในการสมัคร เพราะมาตรฐานของโรงเรียนยังไม่เท่ากันนั้น

นายมณฑล สงวนเสริมศรี ประธานคณะทำงานศึกษาแอดมิชชั่นปี 2553 กล่าวเมื่อ 15 ก.พ. ว่าคงต้องนำเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาในที่ประชุมคณะทำงาน รวมถึงต้องพิจารณาจากผลวิจัย ข้อดี ข้อเสีย ของระบบแอดมิชชั่นในปีที่ผ่านมาด้วย ในส่วนของแอดมิชชั่นปี 2553 คงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะได้ประกาศให้เด็กรับทราบแล้ว ส่วนของจีแพ็กซ์ ปี 2553 ได้ลดคะแนนจาก 30% เป็น 20% แต่ในอนาคตจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ต้องพิจารณาทบทวนอีกครั้ง ส่วนปัญหาของคณะวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ที่ผู้เรียนบางรายเรียนไม่ไหวนั้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งรวมวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ไว้ในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เมื่อเรียนรวมกลุ่ม การสอบก็สอบแบบรวมกลุ่ม สามารถปรับปรุงได้ โดยจะนำมาหารือในการประชุมวิชาการทปอ. กลางปีนี้ แต่การปรับเปลี่ยนจะต้องไม่สร้างความยุ่งยากให้กับนักเรียน และต้องเชื่อมโยงกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย

พญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้ปรับเปลี่ยนระบบ แอดมิชชั่นอีกครั้ง หากปรับปรุงให้ดีขึ้น น่าจะใช้ได้ทันที ไม่ต้องรอแจ้งล่วงหน้า 3 ปี อย่างที่ ทปอ.อ้าง ขณะนี้มีการร้องเรียนเข้ามาจำนวนมากว่า ค่าสมัครสอบแบบทดสอบศักยภาพทั่วไปหรือ GAT และแบบทดสอบศักยภาพทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือ PAT ค่อนข้างสูง เป็นภาระกับนักเรียนและผู้ปกครอง

ด้านนายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เผยถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบเอกสารและหลักฐานของนักเรียนที่ชำระเงินค่าสมัครสอบเอเน็ตไม่ทัน โดยพิจารณาจากกรณีบาร์โค้ดไม่ชัดเจนจำนวน 12 รายว่า ขณะนี้สามารถคืนสิทธิให้เด็กมาชำระเงินได้แน่นอนแล้ว 1 ราย ที่เหลือกำลังรอหลักฐาน จากไปรษณีย์และธนาคารที่รับชำระเงิน วันที่ 16 ก.พ.ทุกคนจะทราบว่าได้คืนสิทธิหรือไม่

สายวันเดียวกัน ที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิด การยกเลิกการใช้คะแนนสะสม ม.ปลาย ในระบบแอดมิชชั่นว่า ได้สะท้อนปัญหาในการประชุมร่วมกับอธิการบดี (ทปอ.)ว่า หลังจากที่ใช้ระบบแอดมิชชั่นมาหลายคณะในหลายมหาวิทยาลัย พบว่ามีปัญหาจริงๆ เรื่องของเด็กที่เข้าไปแล้ว ความรู้ทักษะไม่ค่อยสอดคล้องกับคณะที่เข้าไป

ขณะนี้มหาวิทยาลัยต่างๆ ใช้ระบบดังกล่าวน้อยลง ใช้ระบบ รับตรงมากขึ้น ทำให้ไปเพิ่มภาระให้นักเรียนผู้ปกครองมากขึ้น แค่เรื่องการชำระเงิน การสมัคร ก็ร้องเรียนกันเข้ามามาก ถึงเวลาที่จะต้องมาทบทวน แต่เราจะเปลี่ยนทันทีทันใดไม่ได้ เพราะเด็กรู้กติกาล่วงหน้าตั้งแต่ ม.4 จะทำอะไรต้องคิดเผื่อว่าเด็กที่รู้กติกามาอีกอย่างหนึ่ง แล้วเขาก็ไม่ต้องการให้เปลี่ยนกติกาเป็นอีกอย่าง ในการแลกเปลี่ยนกับที่ประชุม ทปอ.ที่ประชุมก็เห็นด้วยว่าจะต้องทำเรื่องนี้ให้เร็ว เป้าหมายหลักคือระบบคัดเลือก จะต้องเป็นระบบที่ได้คุณภาพ ทักษะของเด็กที่สอดคล้องกับสิ่งที่เข้าไปเรียน สอดคล้องกับการที่จะปฏิรูปการศึกษาต่อไป

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยกตัวอย่างว่า ทุกคนอยากให้เด็กคิดเป็น คิดเก่ง วิเคราะห์ได้ แต่ทำเฉพาะข้อสอบที่เน้นเฉพาะเรื่องความจำ สุดท้ายก็ไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะไปเปลี่ยนแปลงหลักสูตร เพราะทุกคนใจจดใจจ่อมุ่งที่ จะสอบเข้าให้ได้อยู่ดี จึงไปเรียนพิเศษเป็นต้น เราตั้งใจจะเปลี่ยนและทำให้ได้ภายในกลางปี 2552 ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ ถ้ามาตรฐานโรงเรียนเทียบเคียงกันไม่ได้ การใช้เกรดเฉลี่ยก็ควรใช้ในลักษณะของการกำหนดคุณสมบัติเบื้องต้น มากกว่าการนำมาเปรียบเทียบกัน ข้อสอบทั้งที่เป็นวิชาพื้นฐานและวิชาเฉพาะก็ต้องพยายามเน้นเรื่อง เนื้อหา ต้องเน้นกระบวนความคิดมากขึ้น ถ้ามีระบบรับตรงควรเน้นการใช้ข้อสอบกลางให้มากที่สุดเพื่อลดภาระ การสอบของเด็ก ได้เสนอความคิดไป ผู้เกี่ยวข้องจะได้ไปดูรายละเอียดต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องกลับไปสู่ระบบเอ็นทรานซ์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า คงไม่ย้อนไปถึงจุดนั้น เพราะตรงนั้นก็มีข้อสังเกตอยู่ในบางส่วนด้วย

ที่มา: ไทยรัฐ
Read More......

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

โผล่อีกราย! คลิปวิดีโอ พระมี“นม“ โชว์จะจะ


โผล่อีกพระมี "นม" คราวนี้เป็นพระวัดกลางกรุง ชาวบ้านร้องเรียนว่าพระลูกวัดโบสถ์อินทรสารเพชรเสริมอกเสริมเต้า มีคลิปวิดีโอถ่ายไว้เป็นหลักฐาน เห็นพระรูปนี้ไม่สวมอังสะ เต้านมตั้งชัน นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมให้เณร-หนุ่มวัยรุ่นเข้าไปในกุฏิ ชาวบ้านละแวกวัดก็รู้ดีจนเรียกกันว่า "เจ้าแม่" พระวัดใกล้เคียงระบุรู้กันมานานแล้วถึงพฤติกรรมพระกะเทยรูปนี้


เจ้าอาวาสยอมรับว่ามีพระรูปนี้จริง ก่อนบวชเคยเป็นกะเทยกินยาให้มีหน้าอกแบบผู้หญิง แต่หลังบวชก็ไม่เห็นทำอะไรเสื่อมเสีย ประ พฤติปฏิบัติอยู่ในศีลธรรมดี พร้อมให้ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนถึงพฤติกรรมของพระภิกษุรูปหนึ่งที่เป็นกะเทย และมีการผ่าตัดเสริมหน้าอก โดยเป็นพระลูกวัดโบสถ์อินทรสารเพชร ซอยเพชรเกษม 28 แขวงคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กทม. โดยระบุว่าพระรูปนี้บวชที่วัดดังกล่าวมานานนับสิบปีแล้ว แต่จะมีพฤติกรรมกระตุ้งกระติ้งเหมือนกะเทย ซึ่งมีคลิปที่ชาวบ้านใช้กล้องวิดีโอถ่ายพระรูปดังกล่าวขณะนุ่งสบงตัวเดียว ไม่สวมอังสะ กำ ลังนำจีวรออกมาตากที่หลังกุฏิ โดยจากภาพวิดีโอเห็นได้ชัดว่าหน้าอกของพระรูปนี้เป็นเต้าตั้งชัน คล้ายกับกะเทยที่ผ่าตัดเสริมหน้าอก ไม่เหมือนผู้ชายทั่วไป

ผู้ที่ร้องเรียนยังระบุว่า การพูดการจาลักษณะท่าทางของพระรูปดังกล่าวออกไปทางผู้หญิง ที่สำคัญพระรูปนี้มักชอบให้เณรหรือเด็กหนุ่มๆ เข้าไปในกุฏิบ่อยครั้งจนชาวบ้านในละแวกดังกล่าวเอือมระอา นอกจากนี้ ยังทราบว่าก่อนที่พระรูปดังกล่าวจะบวชที่วัดโบสถ์แห่งนี้เคยเป็นกะเทยและทำงานอยู่ที่บาร์เกย์แห่งหนึ่งด้วย

ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปสำรวจที่วัดโบสถ์อินทรสารเพชร พบว่าสภาพภายในวัดโบสถ์ฯ ค่อนข้างจะเงียบและทรุดโทรม ส่วนชาวบ้านที่ตั้งบ้านเรือนอยู่รอบๆ วัดส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนพื้นที่ที่อยู่กันมาแต่ดั้งเดิม โดยจากการสอบถามชาวบ้านในละแวกดังกล่าวก็พบว่ามีพระที่มีพฤติกรรมตามที่มีการร้องเรียนจริง แต่เนื่องจากเป็นวัดเล็กและพระรูปดังกล่าวกับชาวบ้านรอบวัดเป็นเครือญาติกันโดยส่วนใหญ่ จึงไม่มีใครเอาเรื่องเอาราว โดยพระรูปนี้ค่อนข้างมีอิทธิพลในละแวกดังกล่าวพอสมควรจนชาวบ้านเรียกกันว่าเจ้าแม่

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้เข้าไปตรวจสอบภายในวัด โบสถ์ฯ ปรากฏว่าพบกับนายแขก อาชีพขับรถจักรยาน ยนต์รับจ้างอยู่หน้าวัด โดยนายแขกกล่าวปกป้องว่า วัดโบสถ์ฯ เป็นวัดเก่าแก่ ขณะนี้มีพระบวชอยู่ที่วัดแห่งนี้ประมาณสิบกว่ารูป ส่วนเรื่องร้องเรียนว่ามีพระตุ๊ดพระแต๋วนั้นก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเรื่องที่ร้องเรียนนั้นมาจากไหน เป็นการกลั่นแกล้งกันหรือเปล่า เพราะที่วัดโบสถ์ฯ เจ้าอาวาสค่อนข้างจะเข้มงวด คงไม่ปล่อยให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นภายในวัดแน่

เมื่อผู้สื่อข่าวขอพบพระรูปดังกล่าว นายแขกได้บอกปัด โดยกล่าวว่า พระรูปนี้ตนก็รู้จักดีและรับใช้อยู่เป็นประจำ เห็นท่านก็เป็นพระที่มีวัตรปฏิบัติเหมือนกับพระอื่นๆ ทั่วไป ไม่เคยเห็นว่าจะมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางเสื่อมเสียอะไร ส่วนที่ว่ามีพฤติกรรมเป็นกะเทยนั้น รู้มาเหมือนกันว่าในสมัยที่ท่านยังไม่ได้เข้ามาบวชนั้นมีพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวจริง แต่หลังจากเข้ามาบวชมาจนเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วก็ยังไม่เคยเห็นว่าจะมีพฤติกรรมเช่นที่มีการร้องเรียนแต่อย่างใด

ส่วนพระปลัดไพบูลย์ มุตตจิตโต เจ้าอาวาสวัด โบสถ์อินทรสารเพชร เปิดเผยว่า พระลูกวัดในความปกครองของอาตมามีเพียง 6-7 รูปเท่านั้น แต่ยอมรับว่ามีบางรูปที่มีพฤติกรรมกระตุ้งกระติ้งหรือเรียบร้อย แต่ไม่ได้มีความประพฤติที่ผิดต่อหลักพระธรรมวินัยแต่อย่างใด พระรูปนั้นๆ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ภายในวัดที่เหมาะสมกับสมณสารูป ปฏิบัติกิจของสงฆ์อยู่ในกรอบและไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับวัดด้วย ส่วนที่มีการร้องเรียนว่าพระรูปนั้นๆ มีพฤติกรรมเรียกสามเณรเข้าไปในกุฏิเพื่อซื้อบริการหรือไปมั่วสุมทางเพศถึงขั้นเสพเมถุนก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน อย่างไรก็ดี อาตมายินดีให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ปกครองเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ตลอดเวลา ถ้าพบว่ามีหลักฐานความผิดจริงก็ให้ดำเนินการไปตามขั้นตอนต่อไป

ด้านพระลูกวัดรูปหนึ่งของวัดคูหาสวรรค์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับวัดโบสถ์ฯ โดยพระรูปดังกล่าว (ขอสงวนนาม) เปิดเผยว่า เรื่องพระวัดโบสถ์ที่เป็นกะเทยนั้น ชาวบ้านแถวนี้ส่วนใหญ่ก็รู้เหมือนกันหมด มีพฤติกรรมคล้ายกับที่มีคนร้องเรียนไป ทั้งเรื่องผ่าตัดเสริมหน้าอก และเรื่องที่ชอบให้เณรเข้าไปอยู่ในกุฏิ ทุกวันนี้พระรูปดังกล่าวก็ยังออกบิณฑบาตร ทุกเช้าก็ต้องเจอกับพระรูปดังกล่าว อาตมายังไม่กล้ามองหน้าเขาเลย เนื่องจากเห็นว่าเขาไม่ค่อยจะเหมือนผู้ชายทั่วๆ ไปซักเท่าไร ก็ขอให้ไปตีความเอาเองก็แล้วกัน อาตมาไม่อยากพูดอะไรมากเพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์

ผู้สื่อข่าวได้ประสานไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ได้ติดต่อไปยังเจ้าอาวาสวัดโบสถ์อินทรสารเพชรเพื่อสอบถามเกี่ยวกับพระรูปนี้ ซึ่งพระปลัดไพบูลย์ได้ชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ดังกล่าวว่ามีพระชื่อเสียงดังที่ตนร้องเรียนจริง โดยทราบว่าพระรูปนี้มีหน้าอกแบบผู้หญิงจริง แต่มีมาตั้งแต่ก่อนที่จะบวชที่วัดแห่งนี้ โดยเดิมทีมีพฤติกรรมเป็นกะเทย ทราบว่ากินยาให้มีหน้าอก แต่คิดว่าคงไม่ใช่หน้าอกใหญ่โตอะไร ไม่เช่นนั้นจะนุ่งห่มจีวรไม่ได้ และหลังจากที่บวชแล้วพระรูปดังกล่าวก็ไม่ได้มีพฤติกรรมที่เสื่อมเสียแต่อย่างใด ประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลธรรมดี แต่ก็พร้อมจะให้ตรวจสอบตลอดเวลา

ที่มา: ข่าวสด
Read More......

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ทลาย สวิงกิ้ง ในโรงแรม จับชาย11หญิง6สลับคู่มั่ว

ตร.ปดส. เมืองนนท์ ทลาย สวิงกิ้ง เซ็กซ์หมู่สลับคู่นอน กลางโรงแรมดังย่านงามวงศ์วาน รวบชาย 11 หญิงอีก 6 อายุตั้งแต่ 18-50 คาหนัง คาเขาขณะมั่วเซ็กซ์ พบถุงยางเกลื่อนห้อง ทั้งที่ใช้แล้ว และยังไม่ได้ใช้ เครื่องดื่มอีกเพียบ เผยสืบพบโฆษณาในอินเตอร์เน็ต เรียกค่าสมัครคนละ 2,000 บาท ก่อนส่งเจ้าหน้าที่ล่อซื้อ


เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 12 ก.พ. พ.ต.อ.นพวัฒน์ อารยางกูร ผกก.1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็ก เยาวชน และสตรี (ปดส.) พร้อมด้วย พ.ต.ท.คณธัช มุสิกานนท์ รองผกก.1ปดส. พ.ต.ท. ไพฑูรย์ มาศมาลัย รองผกก.1ปดส. และพ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ภักดีณรงค์ ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี นำกำลังเข้าตรวจค้นห้องพักเลขที่ 409 ชั้น 4 โรงแรม 13 เหรียญรีสอร์ต สาขางามวงศ์วาน ตั้งอยู่ด้านหลังห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขางามวงศ์วาน ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี

จากการเข้าตรวจค้นที่ห้องสูท 2 ห้องเปิดเชื่อมถึงกัน ห้องแรกมีเตียงขนาดใหญ่ ห้องที่ 2 เป็นเตียงคู่ พบผู้ชาย 11 คน อายุตั้งแต่ 25-50 ปี และผู้หญิงอีก 6 คน อายุตั้งแต่ 18-25 ปี ขณะมั่วสุมดื่มสุรา และมีเพศสัมพันธ์กันในลักษณะเซ็กซ์หมู่ สลับคู่นอน หรือสวิงกิ้ง และขณะเข้าตรวจค้นพบบางคนไม่สวมเสื้อผ้า อีกทั้งพบถุงยางทั้งที่ใช้แล้วและยังไม่ใช้ และเครื่องดื่ม จึงควบคุมตัวทั้งหมดไปสอบสวนที่บก.ปดส.

สำหรับการจับกุมดังกล่าว สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ปดส. สืบทราบว่ามีการขายบริการทางเพศทางอินเตอร์เน็ตผ่านโปรแกรมเพิร์ช โดยเรียกค่าสมัครเป็นสมาชิกคนละ 2,000 บาท รวมค่าสุรา อาหาร อุปกรณ์ต่างๆ และหญิงให้บริการ โดยโฆษณาว่าสามารถเลือกใช้บริการหลับนอนได้หลายแบบ จะเป็นแบบผู้หญิงคนเดียว บริการหมู่ หรือสลับคู่ได้ตามใจชอบ

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงล่อซื้อด้วยการสมัครเข้าเป็นสมาชิก และนัดหมายให้มาพบที่โรงแรม เมื่อมาถึงพบแม่เล้าคอยดูต้นทางที่ด้านล่าง และเปิดล็อกประตูให้ผ่านเข้าไปโดยต้องจ่ายเงินก่อน เมื่อเข้าไปแล้วจะชักชวนให้เลือกใช้บริการ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม โดยมีน.ส.นุชนารถ เพชรรอด อายุ 21 ปี ยอมรับเป็นธุระจัดหา และผู้ติดต่อทางเว็บไซต์

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาทั้งหมดในเบื้องต้น ฐานโฆษณาหรือรับโฆษณาชวนเชื่อ หรือกระทำให้แพร่หลายวิธีใดไปยังที่สาธารณะที่เห็นได้ว่าเป็นการเรียกร้องหรือการติดต่อ เพื่อการค้าประเวณีของตนเอง หรือผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไป ซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้น กระทำการค้าประเวณี มั่วสุมในสถานค้าประเวณี เพื่อประโยชน์การค้าประเวณี

ที่มา: ข่าวสด
Read More......

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

วธ.ช็อค! นศ.ขายตัวผ่านเน็ต ใช้ลานจอดรถ-โรงหนังเป็นจุดนัดพบ


ก.วัฒนธรรมช็อค!ผลวิจัยชี้ นศ.ขายตัวผ่านเน็ตใช้ลานจอดรถ โรงหนัง เป็นจุดนัดพบ ตะลึงพบผู้ขายบริการอายุเพียง 10-15 ปี เสนอรัฐควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตด่วน ด้านที่ประชุมรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ชี้ปัญหามาจากความฟุ้งเฟ้อขอเด็กเอง และมองเรื่องการมีเซ็กซ์เป็นเรื่องปกติยอมรับแก้ไขยาก "ยูเนสโก"แฉหญิงนำเอดส์เข้าบ้าน 50%


น.ส.ลัดดา ตั้งสุภาชัย ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผย เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ว่า ตนได้รับข้อมูลผลการวิจัยของน.ส.ศศิดารา สิงหเนตร เรื่องการขายบริการทางเพศผ่านห้องสนทนาบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิดำรงชัยธรรม โดยผลวิจัยพบว่า การขายบริการทางเพศผ่านทางอินเตอร์เน็ต แบ่งเป็น 2 แบบ 1. การขายบริการทางเพศผ่านห้องสนทนาโดยตรง อาทิ การขายบริการผ่านห้องสนทนา การสุ่มเข้าไปเสนอขายบริการกับผู้ซื้อเอง และ 2.ขายบริการทางเพศผ่านห้องสนทนาทางอ้อม เช่น การติดต่อกับเอเย่นต์ หรือคนกลางผ่านอินเตอร์เน็ต และการขายบริการผ่านทางโทรศัพท์กับผู้ที่เคยใช้บริการหรือมีคนแนะนำมา

"ผลวิจัยยังพบว่าหญิงขายบริการส่วนใหญ่มีวิธีเลือก ผู้ซื้อบริการ โดยพิจาณาจากชายกลุ่มวัยทำงานอายุมากกว่า เพราะมีเงินจ่ายค่าบริการ และการสนทนา การแต่งตัว ท่าทางสุภาพ ไม่น่ากลัว ดูไม่เป็นอันตราย ฐานะดีมีรถขับ ส่วนผู้ขายบริการเพศชาย จะไม่มีวิธีการเลือกที่ชัดเจน จะเน้นกลุ่มวัยทำงานอายุ 30 ปีขึ้นไป สำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายมี 2 วิธี 1.การใช้โทรศัพท์

และ 2.ใช้โปรแกรมเอ็มเอสเอ็น สำหรับสถานที่นัดหมายส่วนใหญ่เป็นที่สาธารณะ เช่น ลานจอดรถ ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ จากนั้นก็จะชวนไปรับประทานอาหาร ดื่มสุรา จบด้วยการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังพบว่าการซื้อหรือขายบริการมีลักษณะแบบคู่ เซ็กส์หมู่ หรือหญิงที่ตั้งครรภ์แก่ใกล้คลอด" ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมกล่าว

น.ส.ลัดดากล่าวต่อว่า ปัจจุบันการขายบริการทางเพศเปลี่ยนไปจากอดีตมาก มีวิธีการและลักษณะที่แอบแฝงมากขึ้น เช่น ขายบริการทางเพศในร้านขายเหล้า ร้านยาดอง และการใช้โทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตเข้ามาสื่อสารในรูปแบบ นางทางโทรศัพท์ เพื่อนเที่ยว ปาร์ตี้ไลน์ สิ่งที่ตนน่าเป็นห่วงมากที่สุด คือผลวิจัยพบว่าอายุของผู้ขายบริการปัจจุบันอยู่ระหว่าง 10-15 ปีเท่านั้น ดังนั้นการขายบริการทางเพศผ่านอินเตอร์เน็ตถือเป็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง แต่ด้วยขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายใดที่มีบังคับใช้กับผู้กระทำความผิดได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นอยากเสนอให้รัฐบาลออกกฎหมายควบคุมที่เกี่ยวกับการใช้และการให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ชัดเจน และบทลงโทษรุนแรงทั้งเจ้าของเว็บไซต์ ผู้ซื้อและขายบริการด้วย

ด้านนายสุริยา เสถียรกิจอำไพ ปฎิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการเรียนรู้ประสบการณ์กับชุมชน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กล่าวว่า สกอ.ได้เชิญรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ มาหารือเกี่ยวกับเรื่องนิสิตนักศึกษาขายตัวผ่านเว็บไซต์ เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งทุกคนยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาจริง และเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไข ต้องอาศัยผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาคุยกันเพื่อออกเป็นมาตรการ นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังพูดคุยกันถึงสาเหตุการขายตัวไม่น่ามาจากความยากจน เพราะรัฐบาลมีเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาอยู่แล้ว และเท่าที่ดูน่าจะมาจากความฟุ้งเฟ้อของนิสิตนักศึกษาเอง รวมทั้งการไม่รักนวลสงวนตัว และมองเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเป็นเรื่องปกติธรรมดา

วันเดียวกัน นายฟิลิป เบิร์คสตรอม ที่ปรึกษาแผนกการประสานงานด้านเอชไอวี อนามัยเจริญพันธุ์ในเยาวชน และสุขศึกษาในโรงเรียน องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เปิดเผยในงานแถลงข่าวเรื่อง "ฐานข้อมูลเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศ" ที่โรงแรมเซ็นจูรี่ ปาร์ค ว่า ยูเนสโก ร่วมกับองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดพิพิธภัณฑ์สุขภาวะทางเพศ ภายในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ อ.คลองห้า จ.ปทุมธานี ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ โดยภายในพิพิธภัณฑ์จะเป็นการรวบรวมฐานข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอดส์ หนทางการติดเชื้อและแนวทางป้องกัน รวมทั้งสุขภาวะทางเพศ และสื่อการเรียนการสอนทางเพศ ซึ่งสามารถสืบหาข้อมูลออนไลน์ผ่าน www.hs-db.net

นายฟิลิป กล่าวว่า สถานการณ์โรคเอดส์ในไทยค่อนข้างรุนแรงเสี่ยงสูง โดยกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงมากที่สุด คือ กลุ่มชายรักชาย กลุ่มที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และกลุ่มผู้หญิงขายบริการ นอกจากนี้ยังพบในกลุ่มผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อสูงถึงร้อยละ 50 ของผู้ติดเชื้อ ยังไม่มีการรวบรวมตัวเลขของผู้ติดเชื้อในกลุ่มนี้อย่างแน่ชัด แต่เชื่อว่ามีสาเหตุจากการที่สามีไปเที่ยวผู้หญิงนอกบ้าน และกลับมามีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของตนเองจนติดเชื้อเอดส์ อีกสาเหตุคือภรรยาไปเที่ยวนอกบ้าน และมีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นที่ไม่ใช่สามี สำหรับพฤติกรรมการที่ผู้หญิงหรือผู้ชายมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช่คู่ตนนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้อง และปลอดภัยจำนวนมาก เช่น คาราโอเกะ ผับบาร์ ร้านอาหาร

นายนพรัตน์ มหาโชคชัย ผู้ประสานงานโครงการสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จำนวนผู้ติดเอดส์ในกลุ่มชายรักชายปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในปี 2546 กระทรวงสาธารณสุขมีการตรวจสอบกลุ่มชายรักชายในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวน 1,000 คน โดยใช้วิธีตรวจสอบเชื้อทางน้ำลาย พบผู้ติดเชื้อมากกว่าร้อยละ 17 จากกลุ่มตัวอย่างดังกล่าว ขณะที่ปี 2548 พบสูงขึ้นเป็น 2 เท่า หรือประมาณร้อยละ 28.8 และล่าสุดในปี 2550 พบสูงถึงร้อยละ 30.2 และในปี 2552 นี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งเชื่อว่าจะมีจำนวนมากขึ้น

ที่มา: มติชน
Read More......

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พระเอก ขุนศึก แจ้งจับหมอศัลยกรรมทำตาปิด!!

วิทย์ วรวิทย์ แก้วเพชร เตรียมแจ้งความจับหมอศัลยกรรมหลังทำตาปิด เผยสูญเงินรายได้ เพราะต้องยกเลิกงานโชว์ตัวทั้งหมด แพทย์ชี้ผลข้างเคียงฉีด โบท็อกซ์ ซึมเข้ากล้ามเนื้อตา



พระเอกขุนศึก ตัดสินใจเข้าแจ้งความ เอาผิดกับหมอศัลยกรรมเจ้าของคลินิกแห่งหนึ่ง ซึ่งเรื่องราวได้เปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ โดยนายวรวิทย์ แก้วเพชร หรือ "วิทย์" อายุ 38 ปี ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเมื่อหลายเดือนก่อน เพื่อนสาวของตนได้เข้าไปรักษาใบหน้าที่คลินิกแห่งหนึ่ง ย่านชิดลม กทม. ซึ่งได้ไปเปิดคอร์สค่ารักษาในวงเงิน 1.3 แสนบาท แต่รักษาได้ไม่นาน เนื่องจากเพื่อนสาวของตนไม่พึงพอใจผลที่ได้รับ
"เพื่อนผู้หญิงของผมเขาเลยไม่แฮปปี้ เขาก็ไม่ไปทำอีกเลย ช่วงเวลาผ่านไป ผมเห็นว่าคอร์สยังเหลืออยู่ ถ้าคิดเป็นจำนวนเงินก็ยังเหลืออีกมากทีเดียว ก็หลายหมื่นบาท ประกอบกับผมซึ่งเป็นคนที่ดูแลตัวเองอยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจขอคอร์สที่เหลือของเพื่อนไปทำ เพราะไหนๆ เพื่อนผมก็ไม่ทำแล้ว ถ้าผมไม่ทำ ก็เหมือนทิ้งไปฟรีๆ และผมเห็นว่าคลินิกนี้ดังมาก เป็นที่รู้จัก ไม่คิดว่าหลังจากเพื่อนผมเจอเหตุการณ์แบบนี้แล้วผมจะมาโดนอีก ผมตัดสินใจไปฉีดโบท็อกซ์แก้ริ้วรอย ซึ่งก่อนหน้านี้ผมฉีดมาตลอด จากหลายแห่งก็ไม่เป็นไร ฉีดมาทุกที ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอมาที่นี่ หลังจากที่ผมไปฉีดเมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา ตาข้างซ้ายปิดไปข้างหนึ่ง" นายวรวิทย์กล่าว

นายวรวิทย์กล่าวต่อว่า จริงๆ แล้วไม่อยากจะแจ้งความดำเนินคดี แต่เนื่องจากตกลงค่าเสียหายกับคู่กรณีไม่ได้ จึงตัดสินใจจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เวลา 09.30 น. ที่ สน.ลุมพินี
"ทำไมถึงปล่อยให้เรื่องราวเลยมาถึงวันนี้ เพราะผมไม่อยากแจ้งความ จึงเจรจากับคู่กรณีก่อน ดูว่าเขาจะรับผิดชอบอย่างไร คือจริงๆ พอเกิดเรื่อง เขาน่าจะคืนเงินให้ทั้งหมด แต่เขาไม่พูดถึงเลย เขาตกลงจะให้ผมแค่อาทิตย์ละหมื่น ผมต้องไปรับเงินจากเขาทุกอาทิตย์เนี่ยนะ ผมมองว่าไม่ถูกต้อง คิดดูเพื่อนผมจ่ายไปแล้วแสนสาม ก็แค่เอาเงินคืนมาก็แค่นั้น แต่เขาไม่ยอม ตอนนี้ผมทำงานก็ไม่ได้ ต้องยกเลิกงานโชว์ตัวทั้งหมด ต้องสูญเสียรายได้ ออกไปไหนก็ต้องใส่แว่น เขาบอกว่าเดี๋ยวก็หาย ซึ่งเมื่อไหร่ล่ะ" นายวรวิทย์กล่าว
นักแสดงคนเดิมยังบอกด้วยว่า ต้องการให้คู่กรณีรับผิดชอบ เพราะโกรธมาก อายมากที่ตาต้องมาปิดแบบนี้ อยากให้เป็นอุทาหรณ์แก่ประชาชนว่า การฉีดอะไรก็ตามเข้าสู่ร่างกายล้วนมีผลข้างเคียง ไม่ดีเสมอไป อีกอย่างไม่ได้ดูถูกหมอ แต่เชื่อว่าที่ผ่านมา คงมีคนโดนลักษณะเดียวกันนี้ แต่ไม่กล้าบอก

ด้าน นพ.ชลทิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลักการโดยทั่วไปของการฉีดสารโบท็อกซ์นั้น จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดไม่ทำงาน เช่น ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหน้าผาก เพื่อลบรอยย่นบริเวณหน้าผาก จะยักคิ้วไม่ขึ้น ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหัวคิ้ว จะขมวดคิ้วไม่ได้ และฉีดกล้ามเนื้อหางตา เพื่อลบรอยตีนกา กล้ามเนื้อรอบดวงตาก็จะเป็นอัมพาตได้

"บางคนฉีดสารโบท็อกซ์ไปแล้ว เกิดผลข้างเคียงของ "ยาซึม" ซึ่งสารโบท็อกซ์อาจไหลเข้าสู่กล้ามเนื้อตา ผ่านทางท่อน้ำเหลือง หลอดเลือดดำ หรือซึมผ่านเนื้อเยื่อ เข้าสู่กล้ามเนื้อตาที่อยู่ด้านใน ก็จะทำให้ตาลืมไม่ขึ้น ต้องรอให้หมดฤทธิ์ยาก่อนถึงกลับคืนสู่สภาพปกติ ซึ่งไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด กรณีที่ยาซึมเข้าสู่กล้ามเนื้อตา ทำให้ลืมตาไม่ได้นั้น ไม่สามารถบอกระยะเวลาที่แน่นอนของการหมดฤทธิ์ยาได้ แต่ก็สามารถช่วยเร่งด้วยการเอาน้ำอุ่นประคบ นวดหนังตา และออกกำลังกายร่วมด้วย เพื่อให้ร่างกายดูดซึมสารออกจากร่างกายได้เร็วกว่าปกติ" นพ.ชลทิศ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าฯ เตือนว่า ก่อนฉีดสารอะไรก็ตาม ควรศึกษาผลข้างเคียงก่อนว่าจะเกิดปัญหาอะไรบ้าง ต้องเลือกแพทย์ที่ชำนาญในการฉีด ต้องพึงระลึกว่าเป็นการฉีดชั่วคราวเพียงแค่ 3 เดือน หรือ 6 เดือน หากฉีดอย่างต่อเนื่องอาจต้องสูญเสียเงินอีกจำนวนมาก
ที่มา: คมชัดลึก

Read More......

จุฬาฯชี้หนังสือลาอ.ใจผิดระเบียบ โทษไล่ออก

หัวหน้าภาควิชาการปกครองฯ เผย "ใจ"ทำหนังสือลาไปสัมมนาที่อังกฤษ แต่หละหลวมผิดระเบียบ จะต่อสายคุยข้ามทวีปถามเหตุผล ชี้ไม่กลับมีโทษหนักถึงไล่ออก


นายไชยันต์ ไชยพร หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงกรณีการทำหนังสือลาเพื่อเดินทางไปสัมมนายังประเทศอังกฤษของ นายใจ อึ๊งภากรณ์ ว่า ตนได้ตรวจสอบหนังสือลาที่ทำหนังสือถึงคณะรัฐศาสตร์แล้ว พบว่ามีปัญหาในขั้นตอนการขออนุญาตลาไปต่างประเทศ เพราะการชี้แจงรายละเอียดไม่ครบถ้วน ไม่ระบุวัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจน ที่สำคัญยังดำเนินการไม่ถูกต้องตามระเบียบของคณะ จึงถือว่านายใจเดินทางไปโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบราชการ

นายไชยันต์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ทางคณะได้ทราบจากบทสัมภาษณ์ของนายใจต่อสื่อต่างประเทศ จึงกำลังตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป คาดว่าในเร็วๆ นี้จะโทรศัพท์สอบถามนายใจ จะกลับมาสอนหนังสืออีกหรือไม่ เพราะหากไม่กลับมาจะมีผลกระทบต่อระบบการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยอย่างมาก ยิ่งหากนายใจไปเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ให้กับนักศึกษาจะยิ่งส่งผลกระทบอย่างสูง เพราะทำให้การทำวิทยานิพนธ์มีปัญหาได้ หากนายใจยืนยันว่าไม่กลับ และไม่กลับมาทำเรื่องให้ถูกต้อง ก็ต้องมีบทลงโทษถึงขั้นให้ออก

"ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาถึงต้องรีบไป จะบอกลาสักคำก็ไม่มี ผมกับเขาสนิทกันมากตอนเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ตอนเขามาสมัครเป็นอาจารย์ผมก็เป็นคนเดินเรื่องรับรองให้ หรือเพียงเพราะว่าเราอยู่คนละสี เขาสีแดง ผมสีเหลือง ตอนเขาไปมอบตัวที่ สน.ปทุมวันในคดีหมิ่นเบื้องสูง ผมก็ไปให้กำลังใจ เร็วๆ นี้ผมจะโทรศัพท์สอบถาม โดยเรื่องคดีนั้นคิดว่าจะต้องใช้เวลาอีกตั้งนาน เพราะเรื่องยังอยู่ที่ สน.ปทุมวัน ก่อนจะส่งไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล จากนั้นถ้ามีความเห็นสั่งฟ้องจึงจะส่งไปให้อัยการ โดยคดีอาจจะไปสิ้นสุดที่อัยการก็ได้ ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องด่วนตัดสินใจ ดังนั้น เรื่องนี้ทางคณะจะรีบดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด" นายไชยันต์ กล่าว

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
Read More......

มหาเถรเล็งให้นาคอยู่วัด 15วัน! หวังสกัดพวกเบี่ยงเบนทางเพศบวช

ตั้งเจ้าคณะอำเภอเมืองลำพูนลุยสอบขุมทรัพย์ เจ๊ดาว สั่งห้ามขนย้าย ด้านเจ้าอาวาสตุ๊ดอีกรูปรับ ข่าวฉาวทำพระกะเทยดีๆ เสียหาย โฆษกมหาเถรเล็งให้นาคอยู่วัดก่อนบวช 15 วัน เช็กพฤติกรรมสกัดเบี่ยงเบนทางเพศห่มเหลือง


(9ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในวันมาฆบูชา ที่วัดศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.ลำพูน หลังอดีตพระครูวิจิตรสรการหรือ"เจ๊ดาว"ลาสิกขาพ้นจากวงการสงฆ์ ในช่วงเช้ายังคงมีคนในชุมชนเข้าไปทำบุญตักบาตรแต่บางตากว่าครั้งที่อดีตพระครูยังเป็นเจ้าอาวาส โดยมีพระลูกวัดคอยให้พรเพียงรูปเดียว ส่วนในช่วงเย็นซึ่งปกติจะมีการเวียนเทียน ในปีนี้วัดได้งดพิธีดังกล่าว โดยอ้างว่ากำลังมีการก่อสร้างวิหาร ทำให้ไม่สะดวกในเรื่องของสถานที่

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบทรัพย์สินของวัด ปรากฏว่ายังมีการทยอยขนของออกไปอย่างต่อเนื่องนั้น ล่าสุดวันเดียวกัน (9 ก.พ.) พระราชปัญญาโมลี รองเจ้าคณะจังหวัดลำพูน ระบุว่าได้มอบหมายให้พระครูวิสิฐปัญญากร เจ้าคณะอำเภอเมืองลำพูน เข้าไปดูแลวัดศรีบุญเรืองเป็นการชั่วคราวระหว่างพิจารณาสรรหาเจ้าอาวาสรูปใหม่ พร้อมทั้งสั่งให้ชะลอการขนย้ายทรัพย์สินทุกชนิดออกไปจากวัดเพื่อตรวจสอบให้ชัดเจนว่าส่วนใดเป็นของวัด ส่วนใดเป็นของส่วนตัว ขณะที่ทรัพย์สินที่หายไปจากวัดก็จะต้องติดตามเอาคืน พระราชปัญญาโมลี กล่าวว่า วัดศรีบุญเรืองมีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ วัดนี้ไม่มีผลประโยชน์จากธรณีสงฆ์ หรืออาคารร้านค้า แต่จะได้จากกฐิน ผ้าป่า และการทำบุญของญาติโยม ทำให้ตรวจสอบได้ลำบาก แต่ก็ต้องทำตามระเบียบ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเห็นว่าเงินที่เข้าวัดถูกนำไปใช้บูรณปฏิสังขรณ์วิหาร เจดีย์ และกำแพงวัดมาโดยตลอด

นายเดชธรรม กรรมสิทธิ์ ปลัดเทศบาสตำบลศรีเตี้ย อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน หนึ่งในลูกศิษย์อดีตพระครูวิจิตรสรการ กล่าวว่า หลังจากลาสิกขาที่วัดศรีเตี้ย ก็ไม่พบอดีตพระครูอีก คาดว่าจะพักสงบจิตสงบใจกับคนในครอบครัว ส่วนข่าวเรื่องเงินทองของวัดไม่ทราบว่าจะมีการนำเงินไปใช้เป็นการส่วนตัวจริงหรือไม่ หรือมากน้อยเท่าใด เนื่องจากฐานะทางบ้านของอดีตพระครูมีอาชีพหลักเป็นเกษตรกรปลูกลำไย ก็ไม่ได้ร่ำรวยจากเดิมมากนัก
วันเดียวกัน นายดิเรก ก้อนกลีบ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า การสั่งห้ามขนย้ายทรัพย์สินออกจากวัดศรีบุญเรืองอยู่ในดุลพินิจของคณะสงฆ์จังหวัด แม้คณะสงฆ์จะได้ขอความร่วมมือระงับการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินชั่วคราวไปแล้ว แต่ยอมรับว่าอาจมีการขนกันอยู่ซึ่งจะไปห้ามเด็ดขาดก็คงจะไม่ได้ เพราะอดีตพระครูวิจิตรสรการบวชมาหลายสิบปี ทรัพย์สินส่วนตัวก็คงมีมาก อาจต้องทยอยขนหลายเที่ยว ซึ่งทรัพย์สินที่ขนออกไปยังไม่รู้ว่าเป็นของใคร ตอนนี้ที่ทำได้คือต้องรอให้การตรวจสอบทรัพย์สินของวัดที่ลงทะเบียนไว้แล้วเสร็จ หากพบว่าหายไปก็ต้องทวงคืนตามระเบียบ

ภายหลัง "คม ชัด ลึก" นำเสนอข้อมูลเรื่องพระตุ๊ดเณรแต๋วไปนั้น นายวัลลภ นามวงศ์พรหม กรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวยอมรับว่า ส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนเป็นวงกว้างทั้งใน จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน และจังหวัดอื่นๆ ทำให้พระเณรถูกจับตามองด้วยความรู้สึกอื่น ที่ไม่ใช่ความศรัทธาในฐานะสาวกของพระพุทธเจ้า ทั้งนี้ยอมรับว่าอาจมีภิกษุสามเณรจำนวนหนึ่งที่มีพฤติกรรมดังกล่าวจริง แต่ก็เป็นส่วนน้อย แต่การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนทำให้ถูกเหมารวมไปทั้งสถาบัน ส่วนตัวแล้วเห็นว่ามีวิธีแก้ปัญหาที่ไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมได้ โดยผู้ที่มีข้อมูล อาจแจ้งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาเพื่อชี้เป้าให้พระปกครองเข้าตรวจสอบและแก้ไขเป็นรายๆ ไป วิธีนี้จะเป็นการปกป้องพุทธศาสนาโดยไม่มีผลกระทบ
"จากนี้ไปหากเป็นไปได้อาจเชิญพระสงฆ์สามเณรที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายดังกล่าว เข้ารับการอบรมเพื่อปรับพฤติกรรม โดยให้ประธานกลุ่มเกย์การเมืองไทยเป็นวิทยากร" นายวัลลภ กล่าว

สอดคล้องกับนายนที ธีระโรจนพงษ์ เลขานุการกลุ่มเชียงใหม่อารยะ ซึ่งออกมาสนับสนุนแนวคิดเชิญพระตุ๊ดเณรแต๋วใน จ.เชียงใหม่ หรือ จ.ลำพูนเข้ารับการอบรม โดยนายนทีระบุว่า ตนหรือผู้อื่นที่มีองค์ความรู้พร้อมที่จะรับใช้สังคมด้วยการเป็นวิทยากร แต่เชื่อว่าการเชิญภิกษุสามเณรเหล่านี้คงจะยาก เพราะไม่มีใครต้องการเปิดเผยตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่กระแสสังคมกำลังแรง

อย่างไรก็ตามหลังออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ มีหลายคนที่เข้าใจผิดและโกรธแค้นตน โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ทำให้ในช่วงนี้ต้องเก็บตัวเพราะเกรงว่าอาจไม่ปลอดภัยได้ แต่ยืนยันว่าการออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ไม่มีผลประโยชน์อะไรให้หวัง เพียงแต่คิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นถูกละเลยมานาน และในฐานะอุบาสกคนหนึ่งคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องชำระฝุ่นใต้พรมที่สะสมมานาน เพื่อจรรโลงพุทธศาสนาเป็นสำคัญ

ส่วนพระครูชั้นโท เจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ซึ่งเป็นพระกะเทย กล่าวว่า แม้พระกะเทยจะมีอยู่จนเป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ได้สั่นสะเทือนวงการพระกะเทยเป็นอย่างมากเพราะทำให้พระกะเทยดีๆ ต้องเสียหาย อยากให้มองพระกะเทยในมุมมองด้านดีบ้าง โดยต้องยอมรับความจริงว่าพระกะเทยไม่น้อยที่ใช้ความรู้ความสามารถพัฒนาวัด พัฒนาคน หลายรูปเทศน์เก่งจนเป็นที่ยอมรับ พระกลุ่มนี้น่ายกย่องด้วยซ้ำ เพราะแม้จิตใจจะเป็นกะเทยแต่ก็ครองตนในจริยวัตรที่เหมาะสม

"ข่าวที่ออกมาเป็นการเสนอข่าวในเชิงลบกับพระกะเทยเพียงด้านเดียว จึงอยากให้สื่อไปตรวจสอบวัดที่มีเจ้าอาวาสเป็นกะเทยแต่เป็นที่ยอมรับของคนในชุมชนบ้าง เพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆ" พระครูชั้นโท กล่าว

ขณะเดียวกัน พระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวว่า หลังมีข่าวพฤติกรรมพระเบี่ยงเบนทางเพศ โดยเฉพาะในภาคเหนือ อาตมาเคยให้สัมภาษณ์ตักเตือนผ่านสื่อ แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นมีโทรศัพท์หรือจดหมายมาต่อว่ามากมายจากพระกลุ่มนี้ โดยส่วนใหญ่จะไม่ชอบใจที่ไปว่ากล่าวพวกเขา

ส่วนแนวทางในการนิมนต์พระที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศเข้ารับการอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เห็นว่าเป็นแนวทางที่ดีที่จะทำให้พระเหล่านี้ได้รู้สำนึกว่าที่กำลังทำอยู่ได้สร้างความเสื่อมเสียให้แก่พุทธศาสนาและคณะสงฆ์ แต่ในที่สุดแล้วเชื่อว่าคงไม่มีพระรูปใดออกมายอมรับและเข้ารับการอบรม และหากเชิญไปแล้วก็คงไม่มีใครออกมาเพราะมีผลกระทบกับภาพลักษณ์

"เห็นว่าแนวทางแก้ปัญหาพระที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ มีทางเดียวคือ เน้นไปที่พระปกครองและพระอุปัชฌาย์ที่จะคัดกรองผู้ที่จะเข้ามาบวช โดยในการถวายตัวเป็นนาคก่อนบวชพระอุปัชฌาย์ต้องให้นาคอยู่วัดเพื่อดูความประพฤติเป็นเวลา 15 วัน เพราะที่ผ่านมาบุคคลที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศก่อนบวชมักจะเก็บอาการได้ดี แต่หลังบวชจะออกอาการ แต่ให้ดูพฤติกรรมก่อนจะเป็นการคัดกรองได้ในระดับหนึ่ง เพราะคนกลุ่มนี้จะเก็บอาการได้ไม่กี่วัน โดยแนวทางนี้ มส.จะกำชับไปยังเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ พระผู้ปกครอง และพระอุปัชฌาย์ เป็นลายลักษณ์อักษรตามลำดับ" พระธรรมกิตติเมธี กล่าว

ที่มา : คมชัดลึก
Read More......